ในบรรดาใบปัดน้ำฝนหลายยี่ห้อ หนึ่งในผู้ใช้ที่น่าจะรู้จักดี ก็น่าจะเป็น ยี่ห้อ BOSCH
ผมหมายถึง BOSCH แท้นะครับ ไม่ใช่เทียม !!!
ผมมีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก กับรูปลักษณ์ ของ กิ๊บล๊อค อันใหม่ของ BOSCH
ด้านซ้ายคือที่ปรับปรุงกิ๊บล๊อคมาใหม่ แต่ตอนใส่ มีความรู้สึกว่ามันไม่แน่นและไม่มีเสียง "คลิ๊ก" เหมือนรุ่นเก่า แถมตัดกิ๊บที่เคยแถมมาเพื่อให้ใช้ได้กับรถอีกหลายรุ่นออกหมด... (ให้ใช้ได้แต่เฉพาะกับรุ่นที่เกี่ยวได้เท่านั้น)
ซึ่งในการพัฒนาในความหมายของผมคือ ต้องทำให้ดีขึ้น...ไม่ใช่แย่ลง อันนี้ก็ต้องแล้วแต่มุมมองแต่ละคนครับ ถ้าได้มีโอกาสลอง ก็มาเล่าสู่กันฟังนะครับ...
วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
แบตเตอรี่ MF
ปัจจุบันร้านค้าจะใช้คำอธิบายสองแบบ
คือ แบตฯกึ่งแห้ง หรือ แบตฯแห้ง, ทั้งสองความหมายคือแบตฯMF.(MAINTENANCE FREE) โดยปกติทั่วไป แบตฯMF จะมีน้ำกรดภายใน
เพียงแต่ว่า จะมองเห็นจุกหรือไม่เห็นจุก.แบตเตอรี่ MF มีฝา 2
แบบ คือ แบบไม่มีจุก และ แบบมีจุก. ผู้ใช้ส่วนมากจะเรียกว่า
แบตฯแห้ง, ซึ่งตามความจริงแล้ว ในแบตฯมีน้ำกรดบรรจุภายใน.
1. แบบไม่มีจุก ดูเหมือนว่าไม่ต้องบำรุงรักษา.
2. แบบ
มีจุก สามารถบำรุงรักษาได้, กรณีน้ำกรดในแบตฯลดลง สามารถเปิดจุกเติมน้ำกลั่นเพิ่มถึงระดับที่กำหนดไว้
เพื่อยึดอายุการใช้งานในนานขึ้น และยังสามารถตรวจวัดค่า ถ.พ.น้ำกรดโดยใช้ปรอทวัดค่าถ.พ.น้ำกรด
กรณีแบตฯจำเป็นต้องอัดไฟเพิ่ม ค่า ถ.พ.น้ำกรดจะเป็นตัวบอกให้ทราบว่า
แบตฯได้รับการประจุไฟสมบูรณ์.(โปรดศึกษาวิธีการอัดไฟ) ค่าถ.พ.น้ำกรดมาตรฐานแบตฯ
MF=1.280(+/-0.01) และค่าถ.พ.น้ำกรดมาตรฐานแบตฯธรรมดา=1.240(+/-0.01)
PANASONIC MF คือ แบตฯMF100% เป็นแบบมีจุก.
เนื่องจากอากาศร้อนในประเทศไทย
แบตเตอรี่ พานาโซนิค MF จึง ออกแบบให้มีจุกบนฝา เพื่อสะดวกในการบำรุงรักษา(ตรวจวัดค่าความถ่วงจำเพาะน้ำกรดและเติมน้ำกลั่น)
เพื่อยืดอายุการใช้งาน. แม้แต่รถป้ายแดง(รถใหม่)
ยังใช้แบต MF แบบมีจุก เพราะว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการให้สะดวกในการบำรุงรักษา.
แบตเตอรี่เปลือกสีดำ
มองไม่เห็นน้ำ, เพื่อสังเกตทางผู้ผลิตได้ใส่ตาแมว(ช่วยบอกระดับน้ำในช่องแบตเตอรี่)
โดยปกติเมื่อใช้งานครบตามระยะเวลา,ระดับน้ำในแบตเตอรี่จะลดลงเท่าๆกันทุกช่องทั้งหกช่อง.
ยกเว้น อาการผิดปกติของระบบไฟชาร์ท(ชาร์ทแก่/แรง)
หรือแบตเตอรี่ถูกใช้งานหนัก เช่น นำรถยนต์วิ่งตลอดทั้งวันบ่อยๆ ตัวอย่าง รถแท๊กซี่,
รถวิ่งระยะทางไกลๆบ่อยๆ เป็นต้น.
ระยะเวลาที่ควรตรวจดูระดับน้ำ(ตาแมว) คือ ครั้งแรกใช้งานครบ 11 เดือนนับจากวันที่ติดตั้งใช้งาน ครั้งที่สองเมื่อครบ 16 เดือนนับจากวันที่ติดตั้งใช้งาน
, จากนั้น ทุก 4 เดือน.
เนื่องจากแบตเตอรี่มีอายุมากขึ้น(เช่นเดียวกับมนุษย์ พออายุมากขึ้นๆ
ค่อยตรวจสุขภาพบ่อยขึ้น). สำหรับ แบตฯPANASONIC MF จะมีแผ่น control-sheet ปิดทับจุก, เพื่อควบคุมการระเหยของไอน้ำและก๊าซไฮโดรเจน. จุกที่ใช้เป็นจุกออกแบบพิเศษป้องกันการระเบิดอันมีสาเหตุจากประกายไฟภายนอก, และมีฟิวเตอร์/ตัวกรองภายในจุกช่วยกักเก็บน้ำแต่ให้ก๊าซระเหยออกเท่านั้น, แผ่นธาตุภายในแบตฯ ออกแบบพิเศษให้ทนกับอากาศเมืองไทย (ทนอากาศร้อนและจราจรแออัด).
สติกเกอร์ที่แปะบนฝา(คอนโทรลชีท) ไม่ต้องแกะออก จะแกะออกต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ในกรณี แบตฯไฟอ่อน จะต้องถอดไปอัดไฟเพิ่มและวัดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำกรด หรือ เติมน้ำกลั่นเพิ่ม เมื่อตรวจพบว่าระดับน้ำลดลงมากผิดปกติ.
จุกแบตเตอรี่ทั้งหกจุก มีฟิวเตอร์ตัวกรองอยู่ภายในจุก จะช่วยกักเก็บน้ำ แต่จะให้ก๊าซผ่านได้เท่านั้น.
การรับประกันฯ นับ จากวันที่ซื้อใช้งาน(ตอกวันที่เริ่มใช้งานบนฝาแบตเตอรี่) หากแบตเตอรี่บกพร่องอันเกิดจากกระบวนการผลิต จะชดเชยเปลี่ยนลูกใหม่ แต่จะต้องส่งให้ผู้ผลิตตรวจสอบ และเป็นผลการตรวจสอบจากผู้ผลิตเท่านั้น .
ที่มา: http://www.facebook.com/PanasonicCarBatteryThailand?ref=stream
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554
เวลาจอดรถ ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นหรือไม่?
ในขณะที่จอดรถ เราไม่ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นนะครับ เพราะในก้านปัดน้ำฝน จะมีสปริงยึดไว้อยู่ เพื่อกดให้ก้านปัดน้ำฝนแนบกระจกรถตลอดเวลา เมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง ลมที่ไหลผ่านกระจกหน้ารถ จะยกให้ใบปัดน้ำฝนลอยตัว สปริงในก้านปัดก็จะคอยกดไม่ให้ใบปัดน้ำฝน ยกตัวขึ้นนั่นเอง หากเรายกก้านปัดบ่อยๆ ก็จะเป็นสาเหตุให้สปริงล้าและไม่มีแรงกดใบปัดน้ำฝนได้ครับ ทำให้ก้านปัดไม่มีแรงกดดังกล่าว แถมยังทำให้ปัดกระจกไม่เอี่ยมด้วยครับ...
เข้าหน้าฝนแล้ว...ดูแลรถแล้วอย่าลืมดูแลตัวคุณเองด้วยละครับ...
เข้าหน้าฝนแล้ว...ดูแลรถแล้วอย่าลืมดูแลตัวคุณเองด้วยละครับ...
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อม
โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว การเสื่อมของแบตเตอรี่ มีมากมายหลายประการมาก แต่จากประสบการณ์ที่เจอ หนีไม่พ้นที่จะแนะนำบอกกล่าวไม่กี่อย่างเองครับ...
สาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อมที่เจอมากที่สุด มีดังนี้ครับ
1.จอดรถเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ ขึ้นไป) เพราะแบตฯ.จะคลายประจุหมด โดยไม่มีการชาร์ทไฟเข้าหม้อแบตฯ.เลย แก้ไขโดยนำไปชาร์ทไฟตามปรกติ ถ้าชาร์ทเข้าและแบตฯ.เก็บไฟอยู่ ก็ใช้การได้ตามปรกติครับ
2.ปล่อยให้น้ำกรดในหม้อแบตฯ.แห้ง หรือต่ำกว่าระดับที่กำหนด
การที่น้ำกรดในหม้อแบตฯ.จะแห้งได้ ต้องเกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานานพอสมควร (อาจจะ 1 ปีขึ้นไป หรือมากน้อยกว่านี้โดยประมาณ หรือ ไดชาร์ททำงานตลอดเวลา ตัวคัทเอาท์ไฟไม่ตัดเมื่อแบตเตอรี่เต็ม ทำให้ความร้อนเกิดขึ้น น้ำในแบตฯ.จึงค่อยๆระเหย จนแห้งในที่สุด
แก้ไขโดยต้องสร้างวินัยให้ตัวเอง โดยการตรวจระดับน้ำกรดในแบตฯ.ทุกๆ 3เดือนเป็นอย่างน้อย หากแบตฯ.แห้ง ให้รีบเติมน้ำกลั่น ให้ได้ระดับขีดบนสุดที่กำหนดไว้ (ปรกติจะชนเสมอกับขอบพลาสติกที่ยื่นลงภายในของแต่ละช่อง (ตามรูป)
ในการเติมน้ำกลั่นลงในหม้อแบตฯ.เมื่อแห้ง อาจมีผลทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เนื่องจาก ถพ.(ความถ่วงจำเพาะ)ของน้ำกรดต่ำกว่าที่กำหนด หรือกรดจืดนั่นเอง แก้ไขโดยนำไปชาร์ท ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้ตามปรกติครับ...
3.ตัวระบบรถเองมีปัญหาในเรื่องไดชาร์ท, ไดสตาร์ท, คัทเอาท์แบตฯ. หรือ ไฟรั่วในรถยนต์เอง ทำให้ไปกระทบกับตัวแบตฯ.ทางอ้อม ซึ่งกรณีนี้ คงต้องแนะนำให้ไปหาช่างที่ไว้ใจได้ต่อไปครับ
นี่คือ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้แบตฯ.ของรถคุณ เสื่อมสภาพได้ครับ ลองไล่หาสาเหตุดูครับว่า เกิดจากอาการเหล่านี้หรือไม่ครับ ส่วนนอกเหนือจากนี้ ลองนำมาเล่าแชร์ประสบการณ์สู่กันฟังในวันหน้าก็ได้นะครับ...
สาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อมที่เจอมากที่สุด มีดังนี้ครับ
1.จอดรถเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ ขึ้นไป) เพราะแบตฯ.จะคลายประจุหมด โดยไม่มีการชาร์ทไฟเข้าหม้อแบตฯ.เลย แก้ไขโดยนำไปชาร์ทไฟตามปรกติ ถ้าชาร์ทเข้าและแบตฯ.เก็บไฟอยู่ ก็ใช้การได้ตามปรกติครับ
2.ปล่อยให้น้ำกรดในหม้อแบตฯ.แห้ง หรือต่ำกว่าระดับที่กำหนด
การที่น้ำกรดในหม้อแบตฯ.จะแห้งได้ ต้องเกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานานพอสมควร (อาจจะ 1 ปีขึ้นไป หรือมากน้อยกว่านี้โดยประมาณ หรือ ไดชาร์ททำงานตลอดเวลา ตัวคัทเอาท์ไฟไม่ตัดเมื่อแบตเตอรี่เต็ม ทำให้ความร้อนเกิดขึ้น น้ำในแบตฯ.จึงค่อยๆระเหย จนแห้งในที่สุด
แก้ไขโดยต้องสร้างวินัยให้ตัวเอง โดยการตรวจระดับน้ำกรดในแบตฯ.ทุกๆ 3เดือนเป็นอย่างน้อย หากแบตฯ.แห้ง ให้รีบเติมน้ำกลั่น ให้ได้ระดับขีดบนสุดที่กำหนดไว้ (ปรกติจะชนเสมอกับขอบพลาสติกที่ยื่นลงภายในของแต่ละช่อง (ตามรูป)
![]() |
| ภาพแสดงระดับการเติมน้ำกลั่น |
![]() |
| ภาพแสดงระดับการเติมน้ำกลั่นต่ำและปกติ |
ในการเติมน้ำกลั่นลงในหม้อแบตฯ.เมื่อแห้ง อาจมีผลทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เนื่องจาก ถพ.(ความถ่วงจำเพาะ)ของน้ำกรดต่ำกว่าที่กำหนด หรือกรดจืดนั่นเอง แก้ไขโดยนำไปชาร์ท ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้ตามปรกติครับ...
3.ตัวระบบรถเองมีปัญหาในเรื่องไดชาร์ท, ไดสตาร์ท, คัทเอาท์แบตฯ. หรือ ไฟรั่วในรถยนต์เอง ทำให้ไปกระทบกับตัวแบตฯ.ทางอ้อม ซึ่งกรณีนี้ คงต้องแนะนำให้ไปหาช่างที่ไว้ใจได้ต่อไปครับ
นี่คือ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้แบตฯ.ของรถคุณ เสื่อมสภาพได้ครับ ลองไล่หาสาเหตุดูครับว่า เกิดจากอาการเหล่านี้หรือไม่ครับ ส่วนนอกเหนือจากนี้ ลองนำมาเล่าแชร์ประสบการณ์สู่กันฟังในวันหน้าก็ได้นะครับ...
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554
เรื่องจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ !!!
นี่คือตารางรุ่นและความจุของแบตเตอรี่ที่มีขายตามท้องตลาดครับ
รุ่นที่คนถามมากที่สุดคือ NS100 กับ G120 ครับ !!!
NS100 คนมักเข้าใจว่าเป็น 100 แอมป์ครับ แต่ถ้าดูในตารางที่ถูกต้องคือ 75 แอมป์ครับ ไม่ใช่ 100 แอมป์อย่างที่เข้าใจกัน 100 คือรุ่นครับไม่ใช่แอมป์ แอมป์จริงๆคือ 75 ครับ ในทำนองเดียวกัน G120 ก็ไม่ใช่ 120 แอมป์ครับ มันเป็นรุ่นในการกำหนดของแต่ละบริษัทครับ กระแสจริงๆคือ 80-85 แอมป์ครับ
ที่อยากให้รู้ก็คือ ตัวท๊อปของปิคอัพแต่ละรุ่น ใช้รหัส 105D31R/L ครับ ( R/L เป็นแค่การสลับขั้วของแบตฯ.เพื่อวางแบตฯ.ให้เหมาะสมกับเรื่องยนต์ครับ ตามรูปล่าง) จุตะกั่วได้สูงสุดแค่ 19 แ่ผ่นครับ
![]() | ||||
| ตัวอย่างของแบตเตอรี่ขั้ว R / L |
จำนวนตะกั่วในแต่ละช่องของแบตเตอรี่ขนาด 70 แอมป์ (กว้างxยาวxสูง เท่ากัน ต่างกันแค่จำนวนแผ่นตะกั่วที่ใส่ในแต่ละช่องครับ ยิ่งใส่เยอะยิ่งกระแสสูงและราคาก็จะแพงขึ้นครับ) สามารถใส่ได้ตั้งแต่ 13 แผ่น, 15 แผ่น, 17 แผ่น และสูงสุดในตอนนี้คือ 19 แผ่น ซึ่งก็คือรุ่นท๊อปของแต่ละยี่ห้อซึ่งก็คือ 105D31R/L นั่นเองครับ
ในการใช้งานให้เหมาะสม โดยเน้นที่รถปิคอัพก่อนนะครับ ควรใช้ดังนี้
N70, 65D31R/L เหมาะกับเครื่องยนต์ ไม่เกิน 2500 CC.
N70Z, NS100, 75D31R/L เหมาะกับเครื่องยนต์ 2500-2700 CC.
95D31R/L, G120, NS120 เหมาะกับเครื่องยนต์ 2800-3000 CC.
105D31R/L เหมาะกับเครื่องยนต์ 3000 CC. ขึ้นไป และรถที่ใช้ไฟเยอะๆหรือเล่นเครื่องเสียง
ฉะนั้นในการเปลี่ยนแบตฯ.ครั้งต่อไป ลองพิจารณาตามข้อมูลที่ได้ให้กับท่านไว้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับรถของท่านได้เลยครับ...
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง...จำเป็นหรือไม่???
หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง เท่าที่ทราบ บางยี่ห้อที่ดีๆจะมีสารเพิ่มประสิทธิภาพใส่มาเพื่อช่วยเพิ่มความหนืดของฟิล์มน้ำมันเครื่องให้ข้นขึ้น เพื่อชะลอการกินน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ของท่าน โดยเฉพาะในบางรายที่เครื่องเก่ามากแล้ว ใกล้ฟิตใหม่เต็มทีก็อาจจะรู้สึกดีหน่อย ทำให้รู้สึกได้ว่ากินน้ำมันเครื่องน้อยลง หรือไม่กินเลย และในบางรายอาจมีความรู้สึกว่า เครื่องฟิตขึ้น เร่งเร็วและแรงขึ้น ลดควรดำ ฯลฯ. ซึ่งก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนครับ
แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ว่ากันตามตรง ถ้าไม่เคยใช้ อย่าใช้ดีกว่าครับ เลือกน้ำมันเครื่องที่เกรดสูงหน่อย มีสารเพิ่มประสิทธิภาพที่อาจมีเหมือนในหัวเชื้อน้ำมันเครื่องน่าจะดีกว่านะครับ แต่ถ้าเคยใช้แล้วรู้สึกว่าดี...ย้ำ...รู้สึกว่าดี..รู้สึกได้ว่าเครื่องโอเค ก็จงใช้ต่อไปครับ เพราะว่าอาจจะเหมาะกับรถของท่านก็ได้
ส่วนใหญ่ผมจะแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องดีๆแทนการใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องครับ รถปิคอัพใช้น้ำมันเครื่องเกรด CF-4 ขึ้นไปก็ใช้ได้แล้วครับ ความหนืดที่เหมาะสม ถ้ารถเก่าหน่อยใช้ SAE 20w-50 ถ้าใหม่หน่อยใช้ SAE 15w-40 ก็เหมาะดีครับ แต่ถ้ารถของท่านเป็นเครื่องคอมมอนเรล เหมาะที่สุดควรเป็น SAE 10w-30 ตรงรุ่นเลยละครับ
![]() |
| ตัวอย่างหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง |
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
SAE ...คือ...?
นอกเหนือจากเกรดของน้ำมันเครื่องแล้ว ยังมีอีกอย่างที่ผู้ใช้รถอย่างเราควรทราบ..ก็คือ...
ค่าความหนืดของน้ำมันครับ !!!
SAE ย่อมาจาก Society of Automotive Engineering หมายถึง สมาคมวิศวกรยานยนต์ เป็นสมาคมที่ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัย และวางกฎเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ของสหรัฐอเมริกา
SAE จะใช้การวัดค่าความหนืดของน้ำมัน(ความข้นใส)เป็นหลักครับ โดยแบ่งเป็น 2 เกรด คือ
1.น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว (โมโนเกรด)
2.น้ำมันเครื่องเกรดรวม (มัลติเกรด)
น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว (โมโนเกรด) เป็นน้ำมันที่ใช้เลขตัวเดียวเป็นตัวกำหนดค่าความหนืดของน้ำมันครับ เช่น SAE 30 , SAE 40 หรือ SAE 50 เป็นต้น ตัวเลขต่ำแปลว่าความหนืดต่ำ ตัวเลขยิ่งสูงคือยิ่งหนืดครับ ความหนืดของน้ำมันจะไม่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว ความหนืดจะคงที่ครับ (ตามเบอร์ที่ใช้) เบอร์ยอดนิยม น่าจะเป็น SAE 40 เป็นสเปคของเครื่อง TFR(มังกรทอง) ที่ใช้กับรถตั้งแต่ปี 1987-1995 และความหนืด SAE 40 นี้ยังเหมาะกับรถรอบไม่จัดมาก รถรุ่นเก่าๆที่เริ่มกินน้ำมันเครื่องครับ หรือรถบรรทุก 6 ล้อ หรือ 10 ล้อ ก็ใช้ได้ดีครับ อ้อ...ดูค่า API ด้วยนะครับ อย่างน้อยควรจะ API CC ขึ้นไปครับ ถ้าเป็น API CF ขึ้นไปยิ่งดีมากครับ...
น้ำมันเครื่องเกรดรวม (มัลติเกรด) เป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้เลข 2 ตัวกำกับครับ เช่น SAE 15w40 , SAE 20w50 หรือ SAE 10w30 เป็นต้น ค่าของมันบ่งบอกอะไรแก่เราได้บ้าง?... ค่าตัวเลข 2 ตัว บอกให้เราได้รู้ว่า เมื่ออุณหภูมิต่ำ ค่าความหนืดน้ำมันก็จะต่ำตามอุณหภูมิครับแต่ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ครับ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความหนืดน้ำมันก็จะปรับตัวสูงตามอุณหภูมิแต่ไม่เกินค่าที่กำหนดเช่นกันครับ
ยกตัวอย่าง เช่น น้ำมันเครื่อง SAE 10w30 เป็นน้ำมันเครื่องที่ถูกออกแบบมา ให้มีค่าความหนืด SAE 10w เมื่อทำงานที่อุณหภูมิต่ำ และมีค่าความหนืด SAE 30 ที่อุณหภูมิสูงขึ้น โดย ค่า " w " เป็นตัวย่อของ " winter " ที่ระบุค่าความหนืดของน้ำมันภายใต้อุณภูมิต่ำ นั่นเอง
รถรุ่นใหม่ๆ นิยมใช้น้ำมันเครื่องแบบมัลติเกรดมากกว่า โมโนเกรดครับ เพราะตอบสนองการทำงานได้ดีกว่า ประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้เหมาะสมกว่า ในหลายๆด้านครับ โฆษณาบางตัว ยังคุยเลยครับว่า " ปกป้องทันทีที่สตาร์ท " ก็จะไม่ปกป้องอย่างไรเล่าครับ ในเมื่อน้ำมันใสกว่า สามารถไปเคลือบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ลดการเสียดสีระหว่างเครื่องทันที...เช่นนั้นแล้วก็พิจารณากันเอาเองนะครับ ว่าจะใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนดีให้เหมาะสมกับรถของท่าน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ.....
![]() |
| ตัวอย่างน้ำมันเครื่อง SAE 10w40 |
![]() | |
| ตัวอย่างน้ำมันเครื่อง SAE 10w30 |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









