วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ใบปัดน้ำฝน BOSCH

          ในบรรดาใบปัดน้ำฝนหลายยี่ห้อ หนึ่งในผู้ใช้ที่น่าจะรู้จักดี ก็น่าจะเป็น ยี่ห้อ BOSCH
ผมหมายถึง BOSCH แท้นะครับ ไม่ใช่เทียม !!!


          ผมมีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก กับรูปลักษณ์ ของ กิ๊บล๊อค อันใหม่ของ BOSCH





          ด้านซ้ายคือที่ปรับปรุงกิ๊บล๊อคมาใหม่ แต่ตอนใส่ มีความรู้สึกว่ามันไม่แน่นและไม่มีเสียง "คลิ๊ก" เหมือนรุ่นเก่า แถมตัดกิ๊บที่เคยแถมมาเพื่อให้ใช้ได้กับรถอีกหลายรุ่นออกหมด... (ให้ใช้ได้แต่เฉพาะกับรุ่นที่เกี่ยวได้เท่านั้น)
          ซึ่งในการพัฒนาในความหมายของผมคือ ต้องทำให้ดีขึ้น...ไม่ใช่แย่ลง อันนี้ก็ต้องแล้วแต่มุมมองแต่ละคนครับ ถ้าได้มีโอกาสลอง ก็มาเล่าสู่กันฟังนะครับ...



วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แบตเตอรี่ MF


               ปัจจุบันร้านค้าจะใช้คำอธิบายสองแบบ คือ แบตฯกึ่งแห้ง หรือ แบตฯแห้ง, ทั้งสองความหมายคือแบตฯMF.(MAINTENANCE FREE)   โดยปกติทั่วไป แบตฯMF จะมีน้ำกรดภายใน เพียงแต่ว่า จะมองเห็นจุกหรือไม่เห็นจุก.แบตเตอรี่ MF มีฝา 2 แบบ คือ แบบไม่มีจุก และ แบบมีจุก. ผู้ใช้ส่วนมากจะเรียกว่า แบตฯแห้ง, ซึ่งตามความจริงแล้ว ในแบตฯมีน้ำกรดบรรจุภายใน.
               1.  แบบไม่มีจุก ดูเหมือนว่าไม่ต้องบำรุงรักษา.  
               2.  แบบ มีจุก สามารถบำรุงรักษาได้, กรณีน้ำกรดในแบตฯลดลง สามารถเปิดจุกเติมน้ำกลั่นเพิ่มถึงระดับที่กำหนดไว้ เพื่อยึดอายุการใช้งานในนานขึ้น และยังสามารถตรวจวัดค่า ถ.พ.น้ำกรดโดยใช้ปรอทวัดค่าถ.พ.น้ำกรด  กรณีแบตฯจำเป็นต้องอัดไฟเพิ่ม ค่า ถ.พ.น้ำกรดจะเป็นตัวบอกให้ทราบว่า แบตฯได้รับการประจุไฟสมบูรณ์.(โปรดศึกษาวิธีการอัดไฟ)  ค่าถ.พ.น้ำกรดมาตรฐานแบตฯ MF=1.280(+/-0.01) และค่าถ.พ.น้ำกรดมาตรฐานแบตฯธรรมดา=1.240(+/-0.01)
               PANASONIC MF คือ แบตฯMF100% เป็นแบบมีจุก.
 เนื่องจากอากาศร้อนในประเทศไทย แบตเตอรี่ พานาโซนิค MF จึง ออกแบบให้มีจุกบนฝา เพื่อสะดวกในการบำรุงรักษา(ตรวจวัดค่าความถ่วงจำเพาะน้ำกรดและเติมน้ำกลั่น) เพื่อยืดอายุการใช้งาน. แม้แต่รถป้ายแดง(รถใหม่) ยังใช้แบต MF แบบมีจุก เพราะว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการให้สะดวกในการบำรุงรักษา.
               แบตเตอรี่เปลือกสีดำ มองไม่เห็นน้ำ, เพื่อสังเกตทางผู้ผลิตได้ใส่ตาแมว(ช่วยบอกระดับน้ำในช่องแบตเตอรี่) โดยปกติเมื่อใช้งานครบตามระยะเวลา,ระดับน้ำในแบตเตอรี่จะลดลงเท่าๆกันทุกช่องทั้งหกช่อง. ยกเว้น อาการผิดปกติของระบบไฟชาร์ท(ชาร์ทแก่/แรง) หรือแบตเตอรี่ถูกใช้งานหนัก เช่น นำรถยนต์วิ่งตลอดทั้งวันบ่อยๆ ตัวอย่าง รถแท๊กซี่, รถวิ่งระยะทางไกลๆบ่อยๆ เป็นต้น.
               ระยะเวลาที่ควรตรวจดูระดับน้ำ(ตาแมว) คือ ครั้งแรกใช้งานครบ 11 เดือนนับจากวันที่ติดตั้งใช้งาน ครั้งที่สองเมื่อครบ 16 เดือนนับจากวันที่ติดตั้งใช้งาน , จากนั้น ทุก 4 เดือน. เนื่องจากแบตเตอรี่มีอายุมากขึ้น(เช่นเดียวกับมนุษย์ พออายุมากขึ้นๆ ค่อยตรวจสุขภาพบ่อยขึ้น). 
               สำหรับ แบตฯPANASONIC MF จะมีแผ่น control-sheet ปิดทับจุก, เพื่อควบคุมการระเหยของไอน้ำและก๊าซไฮโดรเจน. จุกที่ใช้เป็นจุกออกแบบพิเศษป้องกันการระเบิดอันมีสาเหตุจากประกายไฟภายนอก, และมีฟิวเตอร์/ตัวกรองภายในจุกช่วยกักเก็บน้ำแต่ให้ก๊าซระเหยออกเท่านั้น, แผ่นธาตุภายในแบตฯ ออกแบบพิเศษให้ทนกับอากาศเมืองไทย (ทนอากาศร้อนและจราจรแออัด). 
               สติกเกอร์ที่แปะบนฝา(คอนโทรลชีท) ไม่ต้องแกะออก จะแกะออกต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ในกรณี แบตฯไฟอ่อน จะต้องถอดไปอัดไฟเพิ่มและวัดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำกรด หรือ เติมน้ำกลั่นเพิ่ม เมื่อตรวจพบว่าระดับน้ำลดลงมากผิดปกติ.
               จุกแบตเตอรี่ทั้งหกจุก มีฟิวเตอร์ตัวกรองอยู่ภายในจุก จะช่วยกักเก็บน้ำ แต่จะให้ก๊าซผ่านได้เท่านั้น. 
               การรับประกันฯ นับ จากวันที่ซื้อใช้งาน(ตอกวันที่เริ่มใช้งานบนฝาแบตเตอรี่) หากแบตเตอรี่บกพร่องอันเกิดจากกระบวนการผลิต จะชดเชยเปลี่ยนลูกใหม่ แต่จะต้องส่งให้ผู้ผลิตตรวจสอบ และเป็นผลการตรวจสอบจากผู้ผลิตเท่านั้น

               ที่มา: http://www.facebook.com/PanasonicCarBatteryThailand?ref=stream



วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เวลาจอดรถ ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นหรือไม่?

          ในขณะที่จอดรถ เราไม่ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นนะครับ เพราะในก้านปัดน้ำฝน จะมีสปริงยึดไว้อยู่ เพื่อกดให้ก้านปัดน้ำฝนแนบกระจกรถตลอดเวลา เมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง ลมที่ไหลผ่านกระจกหน้ารถ จะยกให้ใบปัดน้ำฝนลอยตัว สปริงในก้านปัดก็จะคอยกดไม่ให้ใบปัดน้ำฝน ยกตัวขึ้นนั่นเอง หากเรายกก้านปัดบ่อยๆ ก็จะเป็นสาเหตุให้สปริงล้าและไม่มีแรงกดใบปัดน้ำฝนได้ครับ ทำให้ก้านปัดไม่มีแรงกดดังกล่าว แถมยังทำให้ปัดกระจกไม่เอี่ยมด้วยครับ...
          เข้าหน้าฝนแล้ว...ดูแลรถแล้วอย่าลืมดูแลตัวคุณเองด้วยละครับ...

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อม

          โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว การเสื่อมของแบตเตอรี่ มีมากมายหลายประการมาก แต่จากประสบการณ์ที่เจอ หนีไม่พ้นที่จะแนะนำบอกกล่าวไม่กี่อย่างเองครับ...
       
          สาเหตุของแบตเตอรี่เสื่อมที่เจอมากที่สุด มีดังนี้ครับ

          1.จอดรถเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ ขึ้นไป) เพราะแบตฯ.จะคลายประจุหมด โดยไม่มีการชาร์ทไฟเข้าหม้อแบตฯ.เลย แก้ไขโดยนำไปชาร์ทไฟตามปรกติ ถ้าชาร์ทเข้าและแบตฯ.เก็บไฟอยู่ ก็ใช้การได้ตามปรกติครับ
          2.ปล่อยให้น้ำกรดในหม้อแบตฯ.แห้ง หรือต่ำกว่าระดับที่กำหนด
             การที่น้ำกรดในหม้อแบตฯ.จะแห้งได้ ต้องเกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานานพอสมควร (อาจจะ 1 ปีขึ้นไป หรือมากน้อยกว่านี้โดยประมาณ หรือ ไดชาร์ททำงานตลอดเวลา ตัวคัทเอาท์ไฟไม่ตัดเมื่อแบตเตอรี่เต็ม ทำให้ความร้อนเกิดขึ้น น้ำในแบตฯ.จึงค่อยๆระเหย จนแห้งในที่สุด
            แก้ไขโดยต้องสร้างวินัยให้ตัวเอง โดยการตรวจระดับน้ำกรดในแบตฯ.ทุกๆ 3เดือนเป็นอย่างน้อย หากแบตฯ.แห้ง ให้รีบเติมน้ำกลั่น ให้ได้ระดับขีดบนสุดที่กำหนดไว้ (ปรกติจะชนเสมอกับขอบพลาสติกที่ยื่นลงภายในของแต่ละช่อง (ตามรูป)




ภาพแสดงระดับการเติมน้ำกลั่น


ภาพแสดงระดับการเติมน้ำกลั่นต่ำและปกติ



            ในการเติมน้ำกลั่นลงในหม้อแบตฯ.เมื่อแห้ง อาจมีผลทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เนื่องจาก ถพ.(ความถ่วงจำเพาะ)ของน้ำกรดต่ำกว่าที่กำหนด หรือกรดจืดนั่นเอง แก้ไขโดยนำไปชาร์ท ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้ตามปรกติครับ...
          3.ตัวระบบรถเองมีปัญหาในเรื่องไดชาร์ท, ไดสตาร์ท, คัทเอาท์แบตฯ. หรือ ไฟรั่วในรถยนต์เอง ทำให้ไปกระทบกับตัวแบตฯ.ทางอ้อม ซึ่งกรณีนี้ คงต้องแนะนำให้ไปหาช่างที่ไว้ใจได้ต่อไปครับ

          นี่คือ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้แบตฯ.ของรถคุณ เสื่อมสภาพได้ครับ ลองไล่หาสาเหตุดูครับว่า เกิดจากอาการเหล่านี้หรือไม่ครับ ส่วนนอกเหนือจากนี้ ลองนำมาเล่าแชร์ประสบการณ์สู่กันฟังในวันหน้าก็ได้นะครับ...

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เรื่องจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ !!!


          ผมเคยตอบคำถามหลายครั้งมาก เกี่ยวกับความจุของแบตเตอรี่ ว่าแต่ละรุ่นนั้นจุกระแสได้เท่าไร?  และหลายครั้งมากที่ผู้ใช้แต่ละคน เข้าใจอย่างไม่ถูกต้อง เลยขอใช้พื้นที่นี้ มาให้ความรู้ที่ถูกต้องสักครั้งเพื่อประโยชน์กับตัวท่านเอง ในการเลือกใช้แบตฯ.ให้ตรงรุ่นที่สุดครับ

          นี่คือตารางรุ่นและความจุของแบตเตอรี่ที่มีขายตามท้องตลาดครับ





           รุ่นที่คนถามมากที่สุดคือ NS100 กับ G120 ครับ !!!

           NS100 คนมักเข้าใจว่าเป็น 100 แอมป์ครับ แต่ถ้าดูในตารางที่ถูกต้องคือ 75 แอมป์ครับ ไม่ใช่ 100 แอมป์อย่างที่เข้าใจกัน 100 คือรุ่นครับไม่ใช่แอมป์ แอมป์จริงๆคือ 75 ครับ ในทำนองเดียวกัน G120 ก็ไม่ใช่ 120 แอมป์ครับ มันเป็นรุ่นในการกำหนดของแต่ละบริษัทครับ กระแสจริงๆคือ 80-85 แอมป์ครับ
          ที่อยากให้รู้ก็คือ ตัวท๊อปของปิคอัพแต่ละรุ่น ใช้รหัส 105D31R/L ครับ ( R/L เป็นแค่การสลับขั้วของแบตฯ.เพื่อวางแบตฯ.ให้เหมาะสมกับเรื่องยนต์ครับ ตามรูปล่าง) จุตะกั่วได้สูงสุดแค่ 19 แ่ผ่นครับ


ตัวอย่างของแบตเตอรี่ขั้ว R / L

  

          จำนวนตะกั่วในแต่ละช่องของแบตเตอรี่ขนาด 70 แอมป์ (กว้างxยาวxสูง เท่ากัน ต่างกันแค่จำนวนแผ่นตะกั่วที่ใส่ในแต่ละช่องครับ ยิ่งใส่เยอะยิ่งกระแสสูงและราคาก็จะแพงขึ้นครับ)  สามารถใส่ได้ตั้งแต่ 13 แผ่น, 15 แผ่น, 17 แผ่น และสูงสุดในตอนนี้คือ 19 แผ่น ซึ่งก็คือรุ่นท๊อปของแต่ละยี่ห้อซึ่งก็คือ 105D31R/L นั่นเองครับ
          ในการใช้งานให้เหมาะสม โดยเน้นที่รถปิคอัพก่อนนะครับ ควรใช้ดังนี้

          N70, 65D31R/L เหมาะกับเครื่องยนต์ ไม่เกิน 2500 CC.
       
          N70Z, NS100, 75D31R/L เหมาะกับเครื่องยนต์ 2500-2700 CC.        

          95D31R/L, G120, NS120 เหมาะกับเครื่องยนต์ 2800-3000 CC.

          105D31R/L เหมาะกับเครื่องยนต์ 3000 CC. ขึ้นไป และรถที่ใช้ไฟเยอะๆหรือเล่นเครื่องเสียง

          ฉะนั้นในการเปลี่ยนแบตฯ.ครั้งต่อไป ลองพิจารณาตามข้อมูลที่ได้ให้กับท่านไว้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับรถของท่านได้เลยครับ...

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง...จำเป็นหรือไม่???


หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง เท่าที่ทราบ บางยี่ห้อที่ดีๆจะมีสารเพิ่มประสิทธิภาพใส่มาเพื่อช่วยเพิ่มความหนืดของฟิล์มน้ำมันเครื่องให้ข้นขึ้น เพื่อชะลอการกินน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ของท่าน โดยเฉพาะในบางรายที่เครื่องเก่ามากแล้ว ใกล้ฟิตใหม่เต็มทีก็อาจจะรู้สึกดีหน่อย ทำให้รู้สึกได้ว่ากินน้ำมันเครื่องน้อยลง หรือไม่กินเลย และในบางรายอาจมีความรู้สึกว่า เครื่องฟิตขึ้น เร่งเร็วและแรงขึ้น ลดควรดำ ฯลฯ. ซึ่งก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนครับ
          แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ว่ากันตามตรง ถ้าไม่เคยใช้ อย่าใช้ดีกว่าครับ เลือกน้ำมันเครื่องที่เกรดสูงหน่อย มีสารเพิ่มประสิทธิภาพที่อาจมีเหมือนในหัวเชื้อน้ำมันเครื่องน่าจะดีกว่านะครับ  แต่ถ้าเคยใช้แล้วรู้สึกว่าดี...ย้ำ...รู้สึกว่าดี..รู้สึกได้ว่าเครื่องโอเค ก็จงใช้ต่อไปครับ เพราะว่าอาจจะเหมาะกับรถของท่านก็ได้      
          ส่วนใหญ่ผมจะแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องดีๆแทนการใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องครับ รถปิคอัพใช้น้ำมันเครื่องเกรด CF-4 ขึ้นไปก็ใช้ได้แล้วครับ ความหนืดที่เหมาะสม ถ้ารถเก่าหน่อยใช้ SAE 20w-50  ถ้าใหม่หน่อยใช้ SAE 15w-40 ก็เหมาะดีครับ แต่ถ้ารถของท่านเป็นเครื่องคอมมอนเรล เหมาะที่สุดควรเป็น SAE 10w-30 ตรงรุ่นเลยละครับ


ตัวอย่างหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง



วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

SAE ...คือ...?


          นอกเหนือจากเกรดของน้ำมันเครื่องแล้ว ยังมีอีกอย่างที่ผู้ใช้รถอย่างเราควรทราบ..ก็คือ...
ค่าความหนืดของน้ำมันครับ !!!
          SAE ย่อมาจาก Society of Automotive Engineering หมายถึง สมาคมวิศวกรยานยนต์ เป็นสมาคมที่ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัย และวางกฎเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ของสหรัฐอเมริกา
          SAE จะใช้การวัดค่าความหนืดของน้ำมัน(ความข้นใส)เป็นหลักครับ โดยแบ่งเป็น 2 เกรด คือ
          1.น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว (โมโนเกรด)
          2.น้ำมันเครื่องเกรดรวม (มัลติเกรด)


          น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว (โมโนเกรด) เป็นน้ำมันที่ใช้เลขตัวเดียวเป็นตัวกำหนดค่าความหนืดของน้ำมันครับ เช่น SAE 30 , SAE 40 หรือ SAE 50 เป็นต้น ตัวเลขต่ำแปลว่าความหนืดต่ำ ตัวเลขยิ่งสูงคือยิ่งหนืดครับ ความหนืดของน้ำมันจะไม่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว ความหนืดจะคงที่ครับ (ตามเบอร์ที่ใช้) เบอร์ยอดนิยม น่าจะเป็น SAE 40 เป็นสเปคของเครื่อง TFR(มังกรทอง) ที่ใช้กับรถตั้งแต่ปี 1987-1995 และความหนืด SAE 40 นี้ยังเหมาะกับรถรอบไม่จัดมาก รถรุ่นเก่าๆที่เริ่มกินน้ำมันเครื่องครับ หรือรถบรรทุก 6 ล้อ หรือ 10 ล้อ ก็ใช้ได้ดีครับ อ้อ...ดูค่า API ด้วยนะครับ อย่างน้อยควรจะ API CC ขึ้นไปครับ ถ้าเป็น API CF ขึ้นไปยิ่งดีมากครับ...

          น้ำมันเครื่องเกรดรวม (มัลติเกรด) เป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้เลข 2 ตัวกำกับครับ เช่น SAE 15w40 , SAE 20w50 หรือ SAE 10w30 เป็นต้น ค่าของมันบ่งบอกอะไรแก่เราได้บ้าง?... ค่าตัวเลข 2 ตัว บอกให้เราได้รู้ว่า เมื่ออุณหภูมิต่ำ ค่าความหนืดน้ำมันก็จะต่ำตามอุณหภูมิครับแต่ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ครับ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ค่าความหนืดน้ำมันก็จะปรับตัวสูงตามอุณหภูมิแต่ไม่เกินค่าที่กำหนดเช่นกันครับ
          ยกตัวอย่าง เช่น น้ำมันเครื่อง SAE 10w30  เป็นน้ำมันเครื่องที่ถูกออกแบบมา ให้มีค่าความหนืด SAE 10w เมื่อทำงานที่อุณหภูมิต่ำ และมีค่าความหนืด SAE 30 ที่อุณหภูมิสูงขึ้น โดย ค่า " w " เป็นตัวย่อของ " winter " ที่ระบุค่าความหนืดของน้ำมันภายใต้อุณภูมิต่ำ นั่นเอง
          รถรุ่นใหม่ๆ นิยมใช้น้ำมันเครื่องแบบมัลติเกรดมากกว่า โมโนเกรดครับ เพราะตอบสนองการทำงานได้ดีกว่า ประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้เหมาะสมกว่า ในหลายๆด้านครับ โฆษณาบางตัว ยังคุยเลยครับว่า " ปกป้องทันทีที่สตาร์ท " ก็จะไม่ปกป้องอย่างไรเล่าครับ ในเมื่อน้ำมันใสกว่า สามารถไปเคลือบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ลดการเสียดสีระหว่างเครื่องทันที...เช่นนั้นแล้วก็พิจารณากันเอาเองนะครับ ว่าจะใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนดีให้เหมาะสมกับรถของท่าน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ.....



ตัวอย่างน้ำมันเครื่อง SAE 10w40

ตัวอย่างน้ำมันเครื่อง SAE 10w30